วันศุกร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2554

เดินตามรอยพ่อหลวง

เศรษฐกิจพอเพียง




เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาที่ชี้แนวทางการดำรงชีวิต ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระราชดำรัสแก่ชาวไทยนับตั้งแต่ปีพ.ศ. 2517 เป็นต้นมาและถูกพูดถึงอย่างชัดเจนในวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2540 เพื่อเป็นแนวทางการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศไทย ให้สามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนใน
เศรษฐกิจพอเพียงมีบทบาทต่อการกำหนดอุดมการณ์การพัฒนาของประเทศ โดยปัญญาชนในสังคมไทยหลายท่านได้ร่วมแสดงความคิดเห็น อย่างเช่นศ.นพ.ประเวศ วะสี, ศ.เสน่ห์ จามริก, ศ.อภิชัย พันธเสน, และศ.ฉัตรทิพย์ นาถสุภา โดยเชื่อมโยงแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงเข้ากับวัฒนธรรมชุมชน ซึ่งเคยถูกเสนอมาก่อนหน้าโดยองค์กรพัฒนาเอกชนจำนวนหนึ่งนับตั้งแต่พุทธทศวรรษ 2520 และได้ช่วยให้แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในสังคมไทย

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิในทางเศรษฐกิจและสาขาอื่นๆมาร่วมกันประมวลและกลั่นกรองพระราชดำรัสเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อบรรจุในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 9และได้จัดทำเป็นบทความเรื่อง "ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง" และได้นำความกราบบังคลทูลพระกรุณาขอพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัย เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2542 โดยทรงพระกรุณาปรับปรุงแก้ไขพระราชทานและทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้นำบทความที่ทรงแก้ไขแล้วไปเผยแพร่ เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนประชาชนโดยทั่วไป เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2542

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนี้ได้รับการเชิดชูเป็นอย่างสูงจากองค์การสหประชาชาติ ว่าเป็นปรัชญาที่มีประโยชน์ต่อประเทศไทยและนานาประเทศและสนับสนุนให้ประเทศสมาชิกยึดเป็นแนวทางสู่การพัฒนาแบบยั่งยืน โดยมีนักวิชาการและนักเศรษฐศาสตร์หลายคนเห็นด้วยกับแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง แต่ในขณะเดียวกัน บางสื่อได้มีการตั้งคำถามถึงการยกย่องขององค์การสหประชาชาติ รวมทั้งความน่าเชื่อถือของรายงานศึกษาและท่าทีขององค์การ


แนวคิด

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้พัฒนาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อที่จะให้พสกนิกรชาวไทยได้เข้าถึงทางสายกลางของชีวิตและเพื่อคงไว้ซึ่งทฤษฏีของการพัฒนาที่ยั่งยืน ทฤษฎีนี้เป็นพื้นฐานของการดำรงชีวิตซึ่งอยู่ระหว่าง สังคมระดับท้องถิ่นและตลอดระดับสากล จุดเด่นของแนวปรัชญานี้คือ แนวทางที่สมดุล โดยชาติสามารถทันสมัย และก้าวสู่ความเป็นสากลได้ โดยปราศจากการต่อต้านกระแสโลกาภิวัฒน์ และการอยู่รวมกันของทุกคนในสังคม
หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมีความสำคัญในช่วงปี พ.ศ. 2540 ซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศไทย ต้องประสบปัญหาภาวะทางเศรษฐกิจ และ ต้องการรักษาความมั่นคงและเสถียรภาพ เพื่อที่จะยืนหยัดในการไม่พึ่งพาผู้อื่น และ พัฒนานโยบายที่สำคัญเพื่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริว่า มันไม่ได้มีความจำเป็นที่เราจะกลายเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ พระองค์ได้ทรงอธิบายว่า ความพอเพียงและการพึ่งตนเอง คือ ทางสายกลางที่จะป้องกันการเปลี่ยนแปลงความไม่มั่นคงของประเทศได้
เศรษฐกิจพอเพียงเชื่อว่าจะสามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางสังคมของชมชุนให้ดีขึ้นโดยมีปัจจัย 2 อย่างคือ
1. การผลิตจะต้องมีความสัมพันธ์กันระหว่าง ปริมาณผลผลิตและการบริโภค
2. ชุมชนจะต้องมีความสามารถในการจัดการทรัพยากรของตนเอง
ผลที่เกิดขึ้นคือ
§  เศรษฐกิจพอเพียงสามารถที่จะคงไว้ซึ่งขนาดของประชากรที่ได้สัดส่วน
§  ใช้เทคโนโลยีได้อย่างเหมาะสม
§  รักษาสมดุลของระบบนิเวศ และปราศจากการแทรกแซงจากปัจจัยภายนอก

 
หลักปรัชญา
..
     .การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐาน คือ ความพอมีพอกิน พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและใช้อุปกรณ์ที่ประหยัด แต่ถูกต้องตามหลักวิชา เมื่อได้พื้นฐานมั่นคงพร้อมพอควรและปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญและฐานะเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป หากมุ่งแต่จะทุ่มเทสร้างความเจริญ ยกเศรษฐกิจขึ้นให้รวดเร็วแต่ประการเดียว โดยไม่ให้แผนปฏิบัติการสัมพันธ์กับสภาวะของประเทศและของประชาชนโดยสอดคล้องด้วย ก็จะเกิดความไม่สมดุลในเรื่องต่าง ๆ ขึ้น ซึ่งอาจกลายเป็นความยุ่งยากล้มเหลวได้ในที่สุด...


ในประเทศไทย
ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนี้ ถูกใช้เป็นกรอบแนวความคิดและทิศทางการพัฒนาระบบเศรษฐกิจมหภาคของไทย ซึ่งบรรจุอยู่ใน แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 เพื่อมุ่งสู่การพัฒนาที่สมดุล ยั่งยืน และมีภูมิคุ้มกัน เพื่อความอยู่ดีมีสุข มุ่งสู่สังคมที่มีความสุขอย่างยั่งยืน หรือที่เรียกว่า "สังคมสีเขียว" ด้วยหลักการดังกล่าว แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 นี้จะไม่เน้นเรื่องตัวเลขการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ยังคงให้ความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจแบบทวิลักษณ์ หรือระบบเศรษฐกิจที่มีความแตกต่างกันระหว่างเศรษฐกิจชุมชนเมืองและชนบท[11]
แนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ยังถูกบรรจุในรัฐธรรมนูญของไทย เช่น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ในส่วนที่ 3 แนวนโยบายด้านการบริหารราชการแผ่นดิน มาตรา 78 (1) ความว่า: "บริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปเพื่อการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ และความมั่นคง ของประเทศอย่างยั่งยืน โดยต้องส่งเสริมการดำเนินการตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติในภาพรวมเป็นสำคัญ"
นายสุรเกียรติ เสถียรไทย ในฐานะรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศ ได้กล่าวเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2547 ในการประชุมสุดยอด The Francophonie Ouagadougou ครั้งที่ 10 ที่ Burkina Faso ว่า ประเทศไทยได้ยึดแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ควบคู่กับ "การพัฒนาแบบยั่งยืน" ในการพัฒนาประเทศทั้งทางด้านการเกษตรกรรม เศรษฐกิจ และการแข่งขัน ซึ่งเป็นการสอดคล้องเป้าหมายแนวทางของนานาชาติในประชาคมโลก โดยยกตัวอย่างการแก้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ พ.ศ. 2540 ซึ่งเมื่อยึดหลักปรัชญาในการแก้ปัญหาสามารถทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ของไทยเติบโตได้ถึงร้อยละ 6.7




อย่าลืมนะครับชีวิตจะมีสุข ถ้าเรารู้จักพอเพียง


ขอบคุณครับ ทุกคนที่เยี่ยมชม

ปลูกป่าชายเลนหาดสระบัว

ร่วมกันอนุรักษ์ป่าชายเลนหาดสระบัว

  บ้าน คือ สถานที่ที่สิ่งมีชีวิต ใช้อยู่ กิน หลบภัย และดำรงชีวิต เมื่อนึกถึงบ้านจะนึกถึงความอบอุ่นและในสำหรับสัตว์น้ำชายฝั่งนั้นบ้านของสัตว์น้ำคือสถานที่ใดสถานที่หนึ่งในท้องทะเลแต่ถ้านิยามคำว่าบ้านของสัตว์น้ำที่หมายรวมไปถึงการดำรงอยู่เพื่อสืบพันธ์และการอนุบาลลูกสัตว์น้ำวัยอ่อนหลายคนคงนึกถึงแหล่งปะการังและระบบนิเวศน์ป่าชายเลนซึ่งเป็นบ้านของสัตว์น้ำที่ดีที่สุด

           ปัจจุบันจากการบุกรุกพื้นที่ป่าชายเลนเพื่อการพัฒนาในด้านต่างๆรวมทั้งการบุกรุกเพื่อการประกอบอาชีพในปัจจุบันป่าเลนได้ลดหายลงไปมากอีกทั้งการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของชายฝั่งที่สำคัญในการกัดเซาะและการงอกใหม่ของชายฝั่ง

      บ้านสระบัวเดิมมีชายหาดที่เลื่องชื่อแต่จากการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศน์ชายหาดถูกกัดเซาะจนหายไปเมื่อเกิดการงอกใหม่ก็ไม่ได้เป็นเป็นผืนทรายแต่กลายเป็นหาดเลนงอกใหม่มีพื้นที่ประมาณ๕๐๐ เมตรขนานไปกับฝั่งจากหาดทรายกลายเป็นหาดเลนนี้ เกิดการเปลี่ยนแปลงสู่ระบบนิเวศน์ใหม่ ไปในทางที่ดีขึ้น หาดโคลนกลายเป็นแหล่งผลิตห่วงโซ่อาหารที่สำคัญให้แก่ระบบ





                หลายปีที่ผ่านมาชุมชนจึงเร่งปลูกป่าชายเลนเพื่อหวังสร้างเป็นบ้านที่มั่นคงแก่สัตว์น้ำ  เป็นแหล่งเพาะพันธ์  เป็นแหล่งอนุบาล และแหล่งอาศัยของสัตว์น้ำ จากการที่ชุมชนเห็นคุณค่าของการปลูกป่าชายเลน ทำให้มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และกลุ่มองค์กรต่างๆ เข้ามาปลูกป่าชายเลนอย่างต่อเนื่องรวมทั้งการตั้งค่ายอนุรักษ์ที่บ้านสระบัวของนักเรียนจากที่ต่างๆทำให้การปลูกป่าชายเลนมีการทำซ้ำและต่อเนื่องขยายแปลงปลูกป่าออกไปตามแต่สถานที่จะเอื้ออำนวย

       ปลูกป่าชายเลนอย่างไรจึงให้รอด หลายแห่งหลายที่ปลูกซ้ำไปซ้ำมาแต่ก็ไม่ได้เพิ่มปริมาณของป่าชายเลนแต่อย่างใด การปลูกป่าชายเลนที่บ้านสระบัวจะเน้นต้นโกงกางเป็นหลัก เนื่องจากเห็นว่าต้นไม้พันธุ์อื่น จะลอยมาติดชายฝั่งและงอกขึ้นเองตามธรรมชาติการปลูกป่าชายเลนนั้นมีหลักการใหญ่ๆ สองแบบ คือ เน้นการปลูกจากฝั่งลงไปในทะเลและจะปลูกจากด้านทิศใต้ขึ้นทางไปทิศเหนือ ทั้งนี้เนื่องจากบริเวณใกล้ฝั่งทางด้านทิศใต้ดินเลนจับตัวหนาแน่น ไม่เป็นดินเลนเหลว เพราะการปลูกบนดินเลนเหลวในช่วงมรสุมจะถูกคลื่นซัดได้ง่ายต้นไม้ที่ปลูกจะถูกซัดขึ้นมาบนฝั่งส่งผลให้การปลูกไม่ได้ผล และการปลูกจากริมฝั่งลงไปในทะเล  ทำให้พันธุ์ของต้นไม้ป่าชายเลนอื่นๆ เช่น ต้นแสมที่ลอยมากับน้ำ สามารถลอยมามาใกล้ฝั่งได้ และจะติดต้นโกงกางที่ปลูกไว้ สามารถงอกขึ้นได้เองตามธรรมชาติเนื่องจากไม่มีอะไรต้นไม้หรือวัสดุกีดขวางจุดสังเกตอีกอย่างหนึ่งที่ชุมชนเรียนรู้ คือ บริเวณใดที่ต้นแสมเริ่มขึ้นหรือเริ่มงอกตามธรรมชาติแสดงว่าดินเลนบริเวณนั้นเหมาะสำหรับการปลูกต้นโกงกางได้แล้วเพราะดินเลนทุกที่ใช่ว่าจะปลูกป่าชายเลนได้เสมอไปเพราะคุณภาพดินยังไม่เหมาะสม นอกจากนี้ในการปลูกป่าชายเลนก่อนปลูกชุมชนยังช่วยกันนำกิ่งไม้หรือไม้ไผ่ ปักไม้ด้านหน้าของต้นไม้เพื่อป้องกันสิ่งของและคลื่นที่พัดเข้ามากระทบต้นไม้โดยตรง อีกทั้งหากปล่อยให้ขยะมาปิดที่ยอด  ต้นโกงกางเหล่านี้ก็จะไม่เจริญเติบโตและตายในที่สุด





                นอกจากการปลูกป่าชายเลนแล้วยังมีการใส่ปุ๋ยชีวภาพให้แก่ต้นไม้ด้วย  มีการนำปุ๋ยชีวภาพอัดเม็ดปั้นเป็นก้อนกับดินเลนผสมกับน้ำหมักชีวภาพแล้วไปไปวางทั่วแปลงป่าชายเลนที่ปลูก  ส่งผลให้ต้นไม้เจริญเติบโตดี  ระบบนิเวศน์ของหน้าดินก็อุดมสมบูรณ์ตามไปด้วย  ดังจะเห็นได้จากบริเวณป่าชายเลนที่ปลูกใหม่เต็มไปด้วยปลาตีน  และนกน้ำที่หากินตามแนวป่าชายเลน

                ในอนาคตชุมชนจะสร้างแหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับการอนุรักษ์ที่นี่เพื่อเรียนรู้การอนุรักษ์และระบบนิเวศน์ชายฝั่งแก่เยาวชนและบุคคลทั่วไป  ซึ่งเยาวชนจะเป็นกำลังหลักในการขึ้นมาช่วยกันดูแลทรัพยากรที่หน้าบ้านตนเองต่อไป






เพื่อนๆ คงเห็นความสำคัญของป่าชายเลนแล้วใช่ไหม ว่ามีความสำคัญมากเพียงใด ฉะนั้นเรามาร่วมใจอนุรักษืป่าชายเลนกันนะครับ........

วันศุกร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2554

ความปะทับใจใน ท.ศ.

  
ความประทับใจในท่าศาลาประสิทธิ์ศึกษา คือ
      การที่ผมได้มีสถานที่เรียนที่มีคุณภาพ ซึ่งประกอบไปด้วย คุณครูที่มีคุณภาพ   หลักสุตรการเรียน-การสอนที่มีคุณภาพ อีกอย่างท่าศาลาประสิทธิ์ของเรายังเป็นโรงเรียนมาตรฐานสากล  สื่อสารสองภาษา และผมคิดว่าเมื่อผมเรียนจบจากที่นี้ไปผมคงเป็นศิษย์ที่มีคุณภาพอย่างแน่นอนครับ....

             อีกอย่างหนึ่งครับ นี้สำคัญมาก คือการที่ทำให้ผมเข้าใจคำว่าเพื่อนมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมมิอาจลืมมันไปได้ครัป
เลือนลาง แต่ไม่ลืมเลือน

แห่งความทรงจำ


อะไรๆ ก็เด็กห้อง ห้า    
  

สวัสดีครับ


รอบรู้เกี่ยวกับปลาทอง

ปลาทอง

                  ปลาทองมมีถิ่นกำเนิดในประเทศจีนและญี่ปุ่น ต่อมาถูกนำไปเลี้ยงในยุโรปเมื่อศตวรรษที่ 17 และถูกนำไปเผยแพร่ในอเมริกา ในศตวรรษที่ 19ชาวจีนและชาวญี่ปุ่นรู้จักผสมพันธ์ปลาทองมานานแล้วและได้ปลาทองลูกผสมที่น่าสนใจ มีสีหลากหลายตั้งแต่สีแดง สีทอง สีส้ม สีเทา สีดำและสีขาว แม้กระทั่งปลาทองสารพัดสีในตัวเดียวกัน ปลาทองมีชีวิตอยู่ตามแหล่งธรรมชาติจนกระทั่งมีชาวจีนบางคนได้จับมาเลี้ยงตามบ่อเพราะดูน่าตาสวยดีสีสันแปลกตาสร้างความเพลิดเพลินใจได้เป็นอย่างดี จึงเลี้ยงสืบต่อกันมาเรื่อย ๆ ทำให้มีการ แปรผันผันแปร และพัฒนาเรื่อยมา ประกอบกับความนิยมเลี้ยงที่มีมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ปลาทองที่เลี้ยงมีรูปร่างหน้าตาเปลี่ยนแปรไป เช่น แต่เดิมปลาทองจะหาอาหารตามบ่อน้ำธรรมชาติเพื่อเลี้ยงชีวิตซึ่งต้องออกเรี่ยวออกแรงไขมันส่วนเกินก็ไม่มี หุ่นก็เพรียวลม ครั้นย้ายนิวาสสถานมาอยู่ตามบ่อเลี้ยง อาหารปลาก็ถูกนำมาเสริฟกันถึงขอบบ่อแถมเสริฟเป็นเวลาซะด้วย ทำให้ปลาทองบางตัวพุงป่องดูอ้วนตุ้ยนุ้ยขึ้นและหากลักษณะต่างๆดังกล่าวเกิดเป็นที่ประทับใจมนุษย์หรือคนดูคนชมว่าสวยแล้ว ก็จะถูกขุนขึ้นไปเรื่อยๆตามสูตรปลาทองถูกมนุษย์เลี้ยงมาตั้งแต่อดีตประมาณ พ.ศ.1161-1450หรือนับเป็นพันปีมาแล้วปลาทองในสภาพธรรมชาติที่ไม่ได้ถูกมนุษย์นำมาเลี้ยงนั้นก็ได้พัฒนาตัวเอง ทำมาหากินตามธรรมชาติสืบทอดสายพันธ์มาจนถึงปัจจุบันก็แทบจะเป็นคนละปลาเดียวกันกับปลาทองของวันนี้เลยเพราะเมื่อพิจารณาดูจะพบว่าปลาในปลาตะเพียนทั้งหลายแหล่ต่างก็อยู่ในเทือกเขาเหล่าตระกูลเดียวกันกับปลาทอง คือ FAMILY CYYPRNDAE
สายพันธุ์และแหล่งกำเหนิดของปลาทอง
ภาพ:ปลาทองหัวสิงห์.jpg

  • ชื่อไทย ทองหัวสิงห์
  • ชื่ออังกฤษ Lion head gold fish
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ Carasius auratuss
  • แหล่งกำเนิด ประเทศจีน
ปลาทองหัวสิงห์เป็นปลาทองชนิดที่ได้รับความนิยมมากในหมู่ผู้เลี้ยงปลา ปลาชชนิดนี้มีรูปทรงสง่างาม มีอยู่ 2 สายพันธุ์คือ สิงค์จีนและสิงห์ญี่ปุ่น สิงห์จะมีลักษณะ หัวใหญ่ส่วนใหญ่จะมีวุ้นหนา ลำตัวยาว สิงห์ญี่ปุ่นส่วนหัวจะเล็กกว่าส่วนใหญ่ไม่มีวุ้น ลำตัวสั้น หลังจะโค้งมน หางสั้นและเชิดขึ้นดูสง่างาม ปลาทองหัวสิงห์เป็นปลาที่เลี้ยงง่าย กินลูกน้ำ ไรแดง ไข่น้ำ การเลี้ยงปลาชนิดนี้ให้ได้ดีควรเลี้ยงในอ่างตื้น ๆ ลึกไม่เกิน 8 นิ้ว จะทำให้ปลามีรูปร่างสวยงาม
ภาพ:ปลาทองริวกิ้น.gif

  • ชื่อไทย ริวกิ้น
  • ชื่ออังกฤษ Veiltail
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ Carrasius auratus
  • แหล่งกำเนิด ประเทศจีน
ปลาทองริ้วกิ้นเป็นปลาทองที่นิยมของผู้เลี้ยงปลา เนื่องจากมีรูปทรงสวยงาม ลำตัวป้อมสั้น ท้องใหญ่ หางยาวเป็นพวง ส่วนหัวสูง ลำตัวเป็นสีส้ม หรือส้มแดงปนขาว เวลาว่ายน้ำจะเป็นถ่วงท่าที่ดูสง่างาม ปลาชนิดนี้มีทั้งที่สั่งมาจากประเทศญี่ปุ่นและเพาะพันธ์ ขึ้นเองในประเทศ ปลาจากญี่ปุ่นจะมีรูปร่างและสีดีกว่าของไทยแต่มีราคาสูงกว่าของไทยมาก ตู้ที่เลี้ยงปลาชนิดนี้ต้องมีน้ำใสสะอาด ไม่ควรให้น้ำเย็นเกินไป ปลาริ้วกิ้นชอบกินลูกน้ำ ไรสีน้ำตาล และอาหารสำเร็จ
ภาพ:ปลาทองชูบุงกิง.jpg
  • ชื่อไทย ชูบุงกิง
  • ชื่ออังกฤษ Speckled gold fish
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ Carassius auratus
ปลาทองชุงบุงกิง หรือตลาดค้าปลาสวยงาม เรียกว่า ชูบานกิ้น เป็นปลาทองที่มี ลักษณะเด่นที่มีครีบหางเดี่ยวแยกเป็น 2 แฉก ลำตัวเรียวยาว ลำตัวส่วนมากมีสีส้ม ส้มแดง แดงขาว อาจมีสีดำประบ้าง ปลาทองชนิดนี้เลี้ยงง่าย เป็นปลาที่มีความทนทานมาก ว่ายน้ำ ได้ปราดเปรียว กินอาหารเก่ง กินได่แทบทุกประเภท ปลาทองชุงบุงกิงเทื่อเลี้ยงอยู่ในบ่อ ดูเผิน ๆ จะคล้ายกับปลาคาร์ปมาก บางตัวมีสีสดสวยกว่าปลาคาร์ป ปลาชนิดนี้จึงเป็น ที่นิยมเลี้ยงกันมากชนิดหนึ่ง
ภาพ:ปลาทองเลห์.jpg

  • ชื่อไทย ทองเล่ห์
  • ชื่ออังกฤษ Telescope black moor
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ Carassius auratus
  • แหล่งกำเนิด ประเทศจีน
         ปลาทองเลห์ เป็นปลาที่มีลักษณะเด่นที่มีลำตัวสีดำสนิทแม้กระทั่งครีบ ทุกครีบ ปลาชนิดนี้นับว่าเป็นที่นิยมเลี้ยงกันพอสมควร เป็นปลาทองที่มีตาโตโปน ออกมา ครีบหางบานใหญ่ บางชนิดมีชื่อเรียกว่า เล่ห๋ตุ๊กตา หรือเล่ห์หางผีเสื้อ เนื่องจากครีบหางแผ่กว้างสวยงามคล้ายผีเสื้อ จัดว่าเป็นปลาที่ว่ายน้ำได้สง่างาม น่ารัก เป็นปลาที่เลี้ยงง่ายชอบอาหารพวกลูกน้ำ ไรสีน้ำตาล หนอนแดงและอาหารสำเร็จรูป สามารถเลี้ยงปนกับปลาทองชนิดอื่นได้
ภาพ:ปลาทองตาลูกโป่ง.gif

  • ชื่อไทย ทองตาลูกโป่ง
  • ชื่ออังกฤษ Buble eye gold fish
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ Carassius auratus
  • แหล่งกำเนิด ประเทสจีน
         ปลาทองตาลูกโป่งเป็นปลาที่มีลักษณะเด่นเป็นที่สังเกตได้ง่ายตรงที่มีตาใหญ่ คล้ายลูกโป่ง ทำให้ปลาชนิดนี้เป็นที่รู้จักกันดี ปลาชนิดนี้มีลำตัวยาว ปกติจะไม่มีครีบหลัง การที่มีตาขนาดใหญ่ทำให้ว่ายน้ำได้เชื่องช้า คนส่วนใหญ่ชอบซื้อปลาที่มีขนาดตาใหญ่ 2 ข้างเสมอกัน การเลี้ยงปลาชนิดนี้ต้องเอาใจใส่เป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นปลาที่เปราะบาง มีจุดอ่อนที่ตา ไม่ควรเลี้ยงกับปลาที่ดุร้ายอื่นๆ กินลูกน้ำ ไรสีน้ำตาล และอาหารสำเร็จ
ภาพ:ปลาทองเกล็ดแก้ว.gif
  • ชื่อไทย ทองเกล็ดแก้ว
  • ชื่ออังกฤษ Peal Scale Gold Fish
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ Carassius aruatus
  • แหล่งกำเนิด ประเทศจีน
         ปลาทองเกล็ดแก้วมีลักษณะเด่นอยู่ที่ลำตัวป้อมสั้น ส่วนมากจะกลม เกล้ดจะ หนานูนขึ้นแตกต่างกับปลาทองพันธ์อื่น ๆ ปลาที่มีลักษณะดีเกล็ดควรจะเรียงเป็นระเบียบ ส่วนหัวอาจมีวุ้นหรือไม่มีก็ได้ ปลาทองเกล็ดแก้วเป็นปลาทองที่ต้องการการดุแลเอาใจใส่ เป็นพิเศษ เป็นปลาที่ค่อนข้างจะบอบบาง กินอาหารพวกลูกน้ำ ไรสีน้ำตาล อาหารเม็ด ไม่ควรเลี้ยงปนกับปลาชนิดอื่น
    ภาพ:ปลาทองออแรนดา.jpg
  • ชื่อไทย ทองออแรนดา
  • ชื่ออังกฤษ Oranda
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ Carassius auratus
  • แหล่งกำเนิด ประเทศจีน
         ปลาทองออแรนดาเป็นปลาทองที่มีช่วงลำตัวยาว ครีบทุกครีบยาว โดยเฉพาะ ครีบหางจะยาวเป็นพวงสวยงาม บริเวณหัวอาจจะมีวุ้นหรือไม่มีก็ได้ เป็นปลาที่สามารถ เจริญเติบโตมีขนาดใหญ่กว่าปลาทองชนิดอื่น ปลาชนิดนี้เลี้ยงง่ายเป็นที่รู้จักทั่วไป กิน อาหารจำพวกลูกน้ำ ไรสีน้ำตาล อาหารเม็ดสลับกันไป เลี้ยงรวมกับปลาทองชนิดอื่นได้